เส้นทางชีวิต ปราชญ์ของแผ่นดิน เรื่องเล่าจาก บ้านโคกกลาง ต.นาวียง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ

เส้นทางชีวิต ปราชญ์ของแผ่นดิน
เรื่องเล่าจากบ้านโคกกลาง ต.นาวียง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ
โดย นายวานิชย์ บุตรี นางสาวชุติมา มรีรัตน์
ชื่อเสียงของนายวินิจ สุภาจันทร์ ราษฎรหมู่9 บ้านโคกกลาง ต.นาเวียง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ โด่งดังมาเป็นเวลาหลายปีจากการประกวดข้าวได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศ ติดต่อกันมาหลายปีและยังได้รับการยกย่องให้เป็น “ครอบครัวชาวนาตัวอย่างภาคอีสาน”เมื่อปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา เห็นทีคราวนี้คณะทำงานสื่อสารของขบวนองค์กรชุมชนจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้วต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชม นำเรื่องราวดีๆ มาตีแผ่ให้สังคมวงกว้างได้รับรู้กันบ้างแล้ว
ผมนัดหมาย วัน เวลา ที่เหมาะสม ให้พ่อวินิจ และกลุ่มเกษตรอินทรีย์รออยู่ที่นาของพ่อวินิจ ในวันเสาร์แรกของเดือนสิงหาคม ผมและคุณชุติมาออกเดินทางมาตามถนนชยางกูร ผ่านบ้านสมสะอาด บ้านเนินกุง ขับรถช้าๆ พยายามหาจุดหมายที่จะเลี้ยวเข้าทางซอย ที่พ่อวินิจบอกไว้ปากซอยเข้านาจะมีเตาถ่านเล็กๆ อยู่ทางขวามือ แสงแดดอุ่นๆ ต้นข้างพลิ้วไหวตามแรงลม แมลงปอเล่นลมอย่างสบายใจ นักดูแมลงเคยบอกไว้ว่าถ้าที่ใหนมีนก,มีแมลง แสดงว่าที่นั้นมีความอบอุ่นอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะนกจะอาศัยจับแมลงกินเป็นอาหาร ตามคันนาของชาวบ้านจะปลูกถั่ว,บวบ,ฟักทอง,กล้วยน้ำหว้าสลับกันไป ผมพยายามมองหาแปลงมันสำปะหลัง แปลงอ้อย ผ่านทุ่งนามาหลายแปลงแต่ก็มองไม่เห็นเลย
“นั่นไงเตาถ่าน ข้างหน้านั่น เจอแล้ว “ คุณชุติมา ที่นั่งรถมาด้วยกันบอกเสียงดัง ผมชะลอรถเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆรถวิ่งได้ทางเดียว ภาวนาอย่าให้เจออีแต๊กสวนมาเพราะไม่รู้จะหลบไปใหน ระยะทาง 2 กิโลเมตร จากปากทางเข้านาพ่อวินิจ ชาวบ้านปลูกยูคาลิปตัสสองข้างทางให้ร่มเงา ไม่นานก็ถึงนาพ่อวินิจประมาณ 4 โมงเช้า
“สวัสดีครับ รอนานรึยังครับ”ผมเข้าไปทักทาย พ่อวินิจและสมาชิกสภาเกษตรอินทรีย์ ที่นั่งรออยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ขนาดใหญ่ใต้ร่มบกใหญ่ ทุกคนท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสใจดีเหมือนคนอีสานทั่วไป “นั่นแม่เตรียม บุญทิศ นั่นแม่สงกรานต์ บุตรสาร นั่นแม่สุปราณี เหมกัณฑ์ นั่นคนนั้นยังหนุ่มๆเป็นเยาวชนอยู่ นายสมพร คูณมา” พ่อวินิจแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนบ้านกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มาร่วมพูดคุยในวันนี้ สำหรับนายสมพร เขาบอกว่าจำผมได้เมื่อราว 20 ปีที่แล้ว เขาเป็นเด็กๆเคยไปเดินป่า ดูนกกับผมและเข้าค่ายเยาวชนหลายครั้งรู้สึกดีใจที่เด็กๆที่เราเคยอบรมฝึกสอนมาแล้วนำความรู้ ความคิดมาประกอบอาชีพสุจริตอยู่ในท้องถิ่น เขาบอกว่ารักอาชีพเกษตรกร ทำให้เขาซึมซับเอาความรู้แนวคิดการทำมาหากินต้นแบบจากพ่อวินิจไปได้เยอะทีเดียว
“ลองชิมผลไม้สดๆจากส่วนก่อนค่ะ” เสียงแม่บ้านพ่อวินิจร้องบอกให้ทุกคนได้ชิมผลไม้ที่จัดวางในจานอย่างสวยงาม มะละกอสุก,ฝรั่ง,แก้วมังกร เมนูเด็ดตำหมากเม่า “อร่อยมากครับ”ผมและคุณชุติมา ลองชิมดูแล้วอร่อยจริงๆ(ยังไม่ได้หิวข้าวครับ) ทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือนพูดคุยกันไปพอสมควร ผมจึงขอให้พ่อวินิจ พาเดินดูบริเวณศูนย์การเรียนรู้และแปลงเกษตรอย่างใกล้ชิดบ้าง
“ผมเคยไปเรียนหนังสือชั้นมัธยมที่ตัวเมืองอำนาจเจริญไปเป็นเด็กวัด อยู่ที่วัดเทพมงคล สมัยนั้นการเดินทางไปมาลำบาก ผมคิดถึงบ้านคิดถึงทุ่งนา ไม่อยากเรียนหนังสือ จึงออกมาทำไร่ ทำนาช่วยพ่อแม่” พ่อวินิจเล่าประวัติตัวเองให้ฟังระหว่างเดินชมทุ่งนาด้วยกัน
“ตอนเป็นวัยรุ่น เคยคิดอยากไปทำงานกรุงเทพ แต่พ่อไม่อนุญาตเลยไม่ได้ไป”
“แล้วมาทำไร่ ทำนาไม่อายเพื่อน ไม่อายสาวๆหรอ” ผมถามพ่อวินิจ เพราะวัยรุ่นทั่วไปมักจะรักสวยรักงามไม่ชอบทำงานในไร่นา
“ผมไม่อายครับ เพราะผมคิดว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด การไปทำงานที่อื่นไม่มีอิสระเป็นลูกจ้างเขา ทำงานหนักไม่ได้ผักผ่อน ถ้าทำอยู่บ้านเราขยันขันแข็งเหมือนทำที่กรุงเทพ รับรองว่าไม่อดตายแน่ครับ” ผมไม่กล้าเถียงพ่อวินิจ เพราะภาพที่อยู่เบื้องหน้าต้นข้าวงามๆพริ้วไหวสุดสายตา อีกฝากหนึ่งเป็นสวนกล้วยน้ำหว้า แชมด้วย ขนุน ฝรั่ง แก้วมังกร ฯลฯ
พ่อวินิจพาคณะ ผมเพื่อนบ้านเดินมาอีกฟากหนึ่ง เป็นฟาร์มหมู ไก่ วัว สระน้ำขนาดใหญ่ 2 สระ เลี้ยงปลาและไร่น้ำสูบขึ้นมารดแปลงผัก ผักสลัด ผักกุยฉ่าย (ผักแป้น) และที่น่ากินที่สุดคือมะนาวแป้นออกลูกเป็นพวง พวงหนึ่ง 5-6 ลูกเดินอ้อมตามริมรั้วมา เจอพืชสวนครัวรั้วกินได้ ทั้งชะอม ตำลึง,มะกล่ำ,ผักหวานบ้าน,ก้านตรง,ฯลฯ ทะลุออกมาที่โรงอาหาร อาคารฝึกอบรมและบ้านผักโฮมสเตย์ 2 หลัง ดูทุกคนจะเหนื่อยล้า พ่อวินิจจึงพาคณะเดินกลับมาที่แคร่ตัวเดิม
“พ่อวินิจ ทำที่นี่ให้เป็นฝึกอบรม ศึกษาดูงานไปด้วย มีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือบ้างไหมครับ “ ผมอดสงสัยไม่ได้ เพราะดูแล้วอาคารโรงเรือน ต่างๆคงหมดงบประมาณไปหลายแสนเหมือนกัน
“อ้อ ก็มี สำนักงานเกษตรจังหวัดบ้าง กศน.อำเภอบ้างครับ ที่มาสันบสนุนถ้าไม่พอก็ใช้งบประมาณส่วนตัวละครับรองบหลวงอย่างเดียวคงไม่พอ”
“ก็มีเป็นคณะหน่วยงานราชการพามาอบรมหลักสูตร 3 วัน 5 วันบ้าง และที่มากันเองแบบคณะของท่านก็มีครับเวลามีการอบรมก็ได้ทีมงานเพื่อนบ้านกลุ่มอินทรีย์ กลุ่มเยาวชนบ้างมาช่วยเป็นวิทยากร เป็นพ่อครัว แม่ครัว สนุกครับ เราไม่ได้ทำแบบรับจ้างทำด้วยใจรัก อยากให้ผู้เข้าอบรมได้ความรู้ติดตัว ไปทำอยู่ทำกินที่บ้านตัวเอง
“แล้วเรื่องผูกปิ่นโตข้าวอำนาจเจริญล่ะ กลุ่มเราได้ไปร่วมกับเขาบ้างไหมครับ”
“กลุ่มข้าวอินทรีย์ตำบลนาเวียง มีชื่อเรื่องข้าวอยู่แล้ว ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด พานิชย์จังหวัด ก็มาเชิญชวนให้พวกเราเป็น”เจ้าบ่าว” ผู้ปลูกข้าวแล้วไปเชิญ “เจ้าสาว” ผู้กินข้าวในเมือง พาสมัครเป็นคู่ซื้อขายกันเป็นญาติพี่น้องก็ไปได้ดีครับ” พ่อวินิจตอบด้วยความภาคภูมิใจ ยิ้มจนหน้าบาน
“ที่บ้านผมและบ้านใกล้เคียง มีคนทำตามแบบผมแล้ว 30 ครอบครัว ทำมากทำน้อยตามกำลังแรงงานในครอบครัว บ้านแม่สงกรานต์ บุตรสาร ทำเยอะกว่าคนอื่น ปลูกผักสวนครัว จนเหลือเกิน นำส่งขายที่ตลาดสีเขียว ที่อำเภอเมืองอำนาจ ทุกวันพุธครับ”
“ถามจริงๆ เถอะพ่อวินิจ ที่พ่อทำแบบนี้มันมีดีตรงใหน” ผมถามตรงๆทำเอาพ่อวินิจหยุดคิดนิดนึ่ง มองหน้าเพื่อนบ้านกลุ่มเกษตรอินทรีย์
“ผมคิดว่าสิ่งดีๆ ที่พวกผมทำขึ้นมา มันจะทำให้คุรภาพชีวิตดีขึ้นมามีอยู่มีกินไม่อดตาย สุขภาพดี เพราะเราทำเกษตร แบบปลอดภัย คนปลูกปลอดภัย คนกินปลอดภัย พวกผมภูมิใจมากที่เกิดมาเป็นคนตำบลนาเวียง ภูมิใจที่สังคมให้การยอมรับยกยิองพวกผมว่าเป็นกลุ่มเกาตรกรตัวอย่างครับ”
เวลาใกล้เที่ยงมากแล้ว เกรงใจเจ้าบ้าน เพราะกินผลไม้สดๆหมดไปหลายจานแล้ว ผม,ชุติมา จึงได้บอกลา และให้พ่อวินิจ ได้ฝากข้อคิดดีๆ แก่เพื่อนบ้าน คนไทยทุกคนที่มีโอกาสได้อ่านเรื่องเล่านี้บ้างว่ามีอะไรเป็นแรงใจ ทำให้พ่อวินิจ ลุกขึ้นมาสู้เพื่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้มากขนาดนี้
“ต้องมีความตั้งใจจริงครับ ไม่มีสิ่งใดที่ครเราจะทำไม่ได้ ความพยายามอยู่ที่ใหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” นี่คือบทสรุปสุดท้ายของการพูดคุยในวันนี้

#เส้นทางชีวิต #ปราชญ์ของแผ่นดิน
#ศูนย์สื่อสุขภาวะเพื่อการสื่อสารภาคอีสาน
หมวดหมู่ : โครงการ EVENT พื้นที่/ชุมชน
Tags :